วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Load soffwere

หา Link ที่จะ dowload progrem ไม่เจอครับ
ไม่ทราบว่าเอาใว้ตรงส่วนใหนของ Index ครับ

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553


ฆ่ารัดคอ-หมกไร่ ขืนใจดญ. ดาวเด่นโรงเรียน

ทั้งๆที่นอนอยู่ในบ้าน ถูกลากออกไปขยี้ยับ พบขนเพชรหลักฐาน ล่าไอ้โหด-คนใกล้ชิด




หื่นโหด - ด.ญ.นันทิชา มูลสูตร อายุ 11 ขวบ น.ร.ป.5 บ้านท่าซุง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ถูกคนร้ายลากตัวจากบ้านไปข่มขืนในไร่มัน แล้วรัดคอขันชะเนาะติดกับโคนต้นมัน พบศพเมื่อ 22 พ.ย.


สุดสลดเด็กหญิงวัย 11 ดาวโรงเรียนระดับประถมย่านแปดริ้ว ถูกฆาตกามโหดข่มขืนรัดคอฆ่าชีวิตเศร้าพ่อ-แม่แยกทางกันไปและช่วงเกิดเหตุต้องอยู่คนเดียว เผยเป็นเด็กดีจนเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านและครู อีกทั้งยังเป็นดาวเด่นของโรงเรียนมีความสามารถทั้งฟ้อนรำและตีกลองยาวตระเวนออกโชว์หลายจังหวัด ตร.เร่งล่าคน ร้ายมั่นใจคนในพื้นที่เพราะรู้ความเคลื่อนไหวและฆ่าเด็กเพื่อปิดปาก

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 พ.ย. ร.ต.ท. จรัญ ดลโสภณ พนักงานสอบสวน สภ.สนาม ชัยเขต พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา, พ.ต.ท.ประวัติ แพพ่วง รอง ผกก. สภ.สนามชัย เขต, พ.ต.ท.สมบูรณ์ อุดม สวป. สภ.สนามชัย เขต, พ.ต.ต.จักรกรี วงศ์จินดา สารวัตรสืบสวน สภ.สนามชัยเขต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่วิทยาการ พิสูจน์หลักฐาน จากตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิง เทรา และแพทย์เวรจากร.พ.สนามชัยเขต เข้าตรวจสอบชันสูตรพลิกศพ ด.ญ.นันทิชา มูลสูตร หรือ "น้องเฟิร์น" อายุ 11 ขวบ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านท่าซุง หลังรับแจ้งจากคนงานในไร่มันสำปะหลังว่า พบศพเด็กสาวถูกฆ่ารัดคอเสียชีวิต

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณกลางไร่มันสำปะหลัง ห่างจากด้านหลังของวัดท่าซุงเก่า พื้นที่ ม.3 ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต ประมาณ 300 เมตร สภาพศพถูกฆ่ารัดคอด้วยเชือกหูรูดกางเกงสีขาวอย่างแน่นหนา แบบขันชะเนาะติดอยู่กับโคนต้นมันสำปะหลัง สวมชุดนอนสีฟ้าลายดอกไม้ นอนเสียชีวิตในลักษณะตะแคงข้างคว่ำหน้าแบบติดกับคันดินร่องมัน ใต้ศพมีผ้าขนหนูผืนใหญ่ และรองเท้าหนังแบบสวมสีดำตกอยู่หนึ่งคู่ บริเวณที่เกิดเหตุพบรอยเท้าการเหยียบย่ำของคนร้าย และร่องรอยของการดิ้นรนแบบทุรนทุรายต่อสู้ของเหยื่อ

จากการชันสูตรของเจ้าหน้าที่ พบว่าเหยื่อถูกคนร้ายลงมือข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศ จนมีเลือดไหลเปื้อนติดอยู่ที่บริเวณขาหนีบ รวมทั้งยังติดแห้งกรังอยู่ที่เป้ากางเกงชุดนอนสีฟ้าที่ผู้ตายสวมใส่อยู่ นอกจากนี้ ตามแขนขายังมีร่องรอยของการดิ้นรนต่อสู้จนมีร่องรอยถลอก เจ้าหน้าที่สามารถเก็บเศษเส้นผมและขนเพชรของคนร้ายจากในที่เกิดเหตุจำนวนหลายเส้น ทั้งที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าและที่บริเวณภายในอวัยวะเพศของเหยื่อ โดยคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่เกิน 24 ช.ม.

นายมานพ มูลสูตร อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 418 ม.6 ต.ลาดกระทิง บิดา ให้การว่า ด.ญ. นันทิชาหายตัวไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากพบกันครั้งสุดท้ายอยู่ที่บ้านเมื่อเวลา 20.00 น. ก่อนที่ตนจะออกไปรับจ้างกรีดยางร่วมกับพี่สาว และเดินทางกลับมายังบ้านพักเมื่อเวลา 04.00 น. เพื่อจะมารับบุตรสาวไปส่งที่โรงเรียนวัดท่าซุง ในตอนใกล้รุ่งสางของวันที่ 21 พ.ย. เพื่อที่จะเดินทางไปประกวดการแสดงตีกลองยาวของนักเรียน ที่ จ.ชลบุรี แต่ไม่พบตัวบุตรสาว

จากนั้นจึงเดินทางเข้าไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าบุตรสาวหายตัวไป เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันเดียวกัน พร้อมทั้งยังแจ้งทั้งผู้ใหญ่บ้าน และกำนันให้ช่วยกันออกมาช่วยค้นหาแต่ก็ไร้วี่แววที่จะพบตัว จนมาพบอีกครั้งหลังจากมีคนงานในไร่มันจะเข้ามาถางไร่เพื่อขุดหัวมันยังที่เกิดเหตุ เมื่อเวลา 09.30 น.วันนี้ จึงมาพบว่าบุตรสาวเสียชีวิตแล้ว

นายมานพกล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่ต้องปล่อยให้บุตรสาวอยู่บ้านเพียงลำพังคนเดียวนั้น เนื่องจากตนและอดีตภรรยา คือนางพัชรินทร์ แสงจันทร์ อายุ 29 ปี เลิกรากันไปตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ เมื่อ 8 ปีก่อน โดยที่ภรรยาเก่าไปมีสามีใหม่ ส่วนตนมาอยู่กินกับ น.ส.อารียา ศรีเพชร อายุ 20 ปี ที่บ้านหลังปัจจุบัน เลขที่ 347 ม.3 ต.ลาดกระทิง ในวันเกิดเหตุ น.ส.อารียา ไปทำงานยังโรงงานย่านนิคมอุตสาหกรรม 304 กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เพื่อเข้ากะกลางคืน ส่วนตนเดินทางไปรับจ้างกรีดยาง จึงปล่อยให้บุตรสาวอยู่บ้านแต่เพียงลำพัง ซึ่งหากภรรยาเข้ากะกลางวันและตนไม่ได้ไปกรีดยางจึงจะอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า 3 คน

ด้านนางบังอร เจริญแพทย์ อายุ 58 ปี กำนัน ต.ลาดกระทิง กล่าวว่า หลังรับแจ้งเหตุจากผู้ ใหญ่บ้านในวันที่เด็กหายตัวไป จึงพากันช่วย ออกค้นหาอยู่ตลอดทั้งวัน แต่ก็ไม่พบ ที่ผ่านมาในตำบลและหมู่บ้านแห่งนี้ไม่เคยเกิดเหตุร้ายแรงสะเทือนขวัญ ฆ่าข่มขืนเด็กอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้มาก่อน ซึ่งเด็กคนนี้เป็นเด็กนิสัยดี หน้าตาดี ขยัน และร่วมกับทางโรงเรียนทำกิจกรรมสร้างชื่อเสียงมาโดยตลอด จนเป็นที่รักใคร่ของ ครูอาจารย์ในโรงเรียน จึงอยากให้ตำรวจติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้โดยไว

ขณะที่นางวิรัตน์ ช่วยงาน อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 318 ม.6 ต.ลาดกระทิง ชาวบ้าน กล่าวว่า ตนอยู่คนละหมู่บ้านกัน แต่ก็ทราบว่าเด็กคนนี้นิสัยดี ขยันช่วยงานโรงเรียนและยังเป็นดาวเด่น ร่วมทำกิจกรรมการแสดงต่างๆ ของโรงเรียน ทั้งฟ้อนรำ การแสดงตีกลองยาว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีชื่อเสียงของโรงเรียน และเป็นเด็กหน้าตาดี จึงทำให้คนร้ายหมายที่จะเข้ามาข่มขืนทำร้าย เพราะทราบว่าอยู่บ้านแต่เพียงลำพังคนเดียว บ้านยังปลูกสร้างด้วยไม้ยกพื้น ฝาประตูหน้าต่างเป็นสังกะสี ไม่มีห้องกั้น อยู่เป็นหลังสุดท้ายของหมู่บ้าน ห่างออกมาจากในตัวชุมชน จึงค่อนข้างเปลี่ยวในเวลากลางคืน คนร้ายจึงเข้ามาลงมือก่อเหตุฉุดลากไปได้ง่าย

ด้าน พ.ต.อ.สุรพลกล่าวว่า จากการตรวจชัน สูตรในที่เกิดเหตุ เชื่อว่าคนร้ายเป็นคนในพื้นที่และน่าจะลงมือเพียงลำพัง หรือไม่เกิน 2 คน โดยอาจเป็นคนใกล้ชิด รู้จักคุ้นเคยกับครอบครัวนี้เป็นอย่างดี จึงลงมือฆ่าเพื่อปิดปาก เพราะรู้ถึงความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยทางเจ้าหน้าที่พบหลักฐานหลายอย่างตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

สำหรับผู้เสียชีวิตนั้น คาดว่าถูกลงมือฆ่าทิ้งมาแล้วไม่นานมากนัก เนื่องจากขณะที่มีคนมาพบ ศพร่างของผู้เสียชีวิตยังอยู่ในสภาพอุ่นอยู่ ถือว่าคดีนี้เป็นคดีฆาตกรรมข่มขืนสะเทือนขวัญเป็นอย่างมาก โดยจะส่งศพไปชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้งยังสถาบันนิติเวช เพื่อหาหลักฐานทางวิทยา ศาสตร์ต่อไป

ทอมฉุนดี้พากิ๊กมานอนกกคว้ามีดแทงดับ

เวลา 06.30 น. ร.ต.ท.กฤบ อินทร์แก้ว พนักงานสอบ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี รับแจ้งเกิดเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างคู่ขา สาวทอมกับดี้แล้วใช้มีดแทงกันบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาลบางละมุง เหตุเกิดที่อาคาร สุขประเสริฐ เกสเฮ้าส์ เลขที่ 148/37 ซอยนาเกลือ 19 (ซอยผู้ใหญ่ชุบ) ม.5 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย ร.ต.ท.ธีระพงษ์ อง อาจ รอง สวป. และกำลังตำรวจอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและ โรงพยาบาลบางละมุง ทันที
จากการตรวจสอบพบศพผู้เสียชีวิตภายในห้องฉุกเฉิน ทราบชื่อ นส.เฮื่องพนา ชินโคตร อายุ 39 ปี ภูมิลำเนาเดิม จ.อุบลราชธานี( ดี้) สภาพศพมีบาดแผลถูกมีดแทงเข้าที่เหนือราวนมซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ 1 แผลลึกตัดขั้วหัวใจ โดยสอบถามเพื่อนผู้เสียชีวิตให้การว่าผู้ก่อเหตุเป็นคู่ขาผู้เสียชีวิต ยังอยู่บริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นหอพักของผู้เสียชีวิต ตำรวจรีบนำกำลังไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุทันที โดยตำรวจไปถึงจุดเกิดเหตุซึ่งอยู่หน้าหอพักให้เช่า ก็พบชาวบ้านจำนวนมากต่างมุงดูเหตุการณ์อยู่จำนวนมากพร้อมกับพบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุยืนรอมอบตัวอยู่

สอบสวนทราบชื่อ นส.มยุรี แสงตุ่น อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 213/1 ถ.สถลมาร์ค ต.วารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พร้อมกับยึดอาวุธมีดปลอกผลไม้ยาวประมาณ 5 นิ้ว สภาพเปื้อนคราบเลือดที่ใช้ก่อเหตุที่ผู้ต้องหายังถืออยู่ที่มือไว้เป็นของกลาง จากการสอบสวน นางสาวมยุรี (ทอม) ให้การสารภาพว่า ตนเป็นคู่ขาอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยากับ นส.เฮื่องพนา นาน 18 ปี ตั้งแต่อยู่อุบลราชธานี ก่อนจะพากันมาหางานที่เมืองพัทยา
โดยนางสาวเฮื่องพนา สาวดี้คู่ขามีงานทำเป็นกุ๊กที่บาร์เบียร์ ระยะหลังมีสาวทอมบอยหลายคนมาติดพัน จนเริ่มทะเลาะกัน ต่อมาตนจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเกิดที่อุบลราชานี เพื่อทำนาอยู่บ้าน แต่ก็ยังโทรศัพท์หาพูดคุยกันและส่งเงินให้คู่ขา กระทั่งระยะหลังประมาณ 5 เดือนที่ผ่านมา ทราบว่า สาวคู่ขาของตนนั้นแอบพากิ๊กคู่ขาใหม่เป็นทอมบอย ชื่อ นส.วมนีนุช ธูรัตน์ อายุ 32 ปี มาเช่าห้องพักอยู่กินด้วยกันในเชิงชู้สาว ที่ห้องเช่าเบอร์ 3 จุดเกิดเหตุดังกล่าว

นางสาวมยุรี ให้การว่า หลังจากทราบเรื่องก็พยายามบอกให้เลิก แต่ไม่ยอมเลิก ตนเกิดทนไม่ไหวจึงตัดสินใจเหมารถจากอุบลฯ เมื่อมาถึงก็พบว่าคู่ขาของตนนั้น ได้พานางสาวมนีนุช มาอยู่กินด้วยที่ห้องจริงๆ แต่อ้างกับตนว่าเป็นแค่เพื่อนสนิท และพามานอนที่ห้องนานถึง 3 วัน กระทั่งวันนี้ ตนจึงเกิดอารมณ์โมโหหึงทนไม่ไหว ตัดสินใจบอกให้เลิกอยู่ที่พัทยาและให้กลับบ้านอุบลราชธานีด้วยกัน แต่ฝ่ายผู้ตายไม่ยอมกลับ จึงเกิดการทะเลาะกันขึ้น และตนได้ใช้มีดแทงปักอกผู้ตาย ซึ่งขณะเกิดเหตุนั้น นางสาวมนีนุช ก็เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

หลังจากตนลงมือก่อเหตุตนได้ให้นางสาวมนีนุชพาผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลบางละมุง เพื่อให้แพทย์รักษา แต่ไม่ทันเสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ ส่วนตนก็ยอมรับผิดกับเหตุที่ก่อขึ้น เพราะความ รักและหึงหวง ต่อมาตำรวจจึงพาตัว นางสาวมยุรี ไปยังโรงพยาบาลบางละมุง เพื่อให้ดูศพ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนควบคุมตัวไปดำเนินคดี ในข้อหา ฆ่าผู้อื่น ส่งตัวดำเนินคดีต่อไป
from komchadluek

ปาดคอฆ่า3ศพแม่ลูกสยองอุบล

ฆ่าปาดคอยกครัว 3 ศพ สุดสยองที่กุดข้าวปุ้น อุบลฯ คนร้ายใช้มีดปาดคอแม่ พร้อมลูกสาว 8 ขวบ

พร้อมใช้เชือกรัดคอแม่เฒ่า 70 หมกศพในบ้านพัก

ตร.เชื่อเป็นฝีมือเพื่อนบ้าน เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องทะเลาะกัน หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านเห็นขี่จยย.ของผู้ตายหลบหนีออกจากหมู่บ้าน ตร.ระดมสกัด แต่ไร้วี่แวว

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 พ.ค. พ.ต.ท.ชุมพล โพธิ์ศิริ

สารวัตรเวร สภ.อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตาย 3 ศพ ที่บ้านเลขที่ 239 หมู่ 12 บ้านแก่งเค็ง ต.แก่งเค็ง อ.กุดข้าวปุ้น จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.จำกัด กอสูงเนิน ผกก.สภ.อ.กุดข้าวปุ้น และแพทย์จากร.พ.กุดข้าวปุ้น เดินทางไปตรวจสอบและชันสูตรพลิกศพ

บ้านเกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้นใต้ถุนโล่ง

ที่ชั้นสองของตัวบ้าน พบศพนางบุญมี ท่วงที อายุ 42 ปี สภาพนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อยืดแขนสั้น บริเวณลำคอมีรอยถูกเชือดด้วยของมีคมคอหวิดขาดเลือดไหลนองเต็มพื้น ห่างไปเล็กน้อย

พบศพด.ญ.ตี้ อายุ 8 ขวบ บุตรนางบุญมี

ถูกปาดคอหวิดขาดเช่นกัน ส่วนภายในห้องน้ำชั้นล่าง พบศพนางศิลา ท่วงที อายุ 70 ปี มารดาของนางบุญมี ถูกคนร้ายใช้เชือกรัดรอบลำคอจนลิ้นจุกปาก นอนตายอยู่ในห้องน้ำ ใกล้โอ่งใส่น้ำ





ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต




หลังชันสูตรพลิกศพ แพทย์ลงความเห็นว่าทั้ง 3 คน

เสียชีวิตมาประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนในบ้านพักมีร่องรอยการรื้อค้นเอาทรัพย์สินมีค่า และพบรถจักรยานยนต์คาวาซากิ แบบหญิงสีเขียวคาดดำ หมายเลขทะเบียน กวษ 708 สระบุรี ซึ่งเป็นของนางบุญมีหายไป

จากการสอบสวนเบื้องต้นสงสัยว่าคนร้าย

ที่ลงมือฆ่าโหดยกครอบครัวครั้งนี้ อาจเป็น นายสว่าง สายผา อายุ 40 ปี ราษฎรในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กันที่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน เนื่องจากเมื่อราว 1 เดือนเศษ นางบุญมีนำข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยวไปขาย

และเก็บเงินสดที่ได้จากการขายข้าวกว่า 20,000 บาท

ไว้ในบ้าน ต่อมาถูกคนร้ายแอบเข้ามาขโมย นางบุญมีสงสัยจะเป็นฝีมือของนายสว่าง จึงไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ ทำให้นางบุญมีมีปากเสียงทะเลาะกับนายสว่างมาโดยตลอด หลังเกิดเหตุฆ่ายกครัวครั้งนี้ มีชาวบ้านเห็นนายสว่างขี่รถของคนตายออกไปจากหมู่บ้าน เชื่อว่านายสว่างอาจเป็นผู้ลงมือฆ่า

ด้านพ.ต.อ.จำกัด วิทยุสั่งการให้สถานีตำรวจ

ใกล้เคียงช่วยสกัดจับนายสว่าง เพราะหลังเกิดเหตุนายสว่างหายตัวไปจากหมู่บ้าน และคาดว่าเส้นทางที่คนร้ายจะหลบหนีไปคือ อ.วารินชำราบ หรือมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เพราะมีญาติพี่น้องพักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

นักเรียน ม.6 หายไป 4 เดือนพบกลายเป็นศพริมคลอง

เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 6 ม.ค.52 พ.ต.ท.ก้องชนะ บุตรศิริ พงส.สบ.3 สภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ราชธานี ว่ามีผู้พบศพคนเสียชีวิต อยู่บริเวณคูน้ำกลางป่า บ้านท่ากกแห่ ต.แจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี

จึงรายงานผู้บังคับบัญชา แล้วรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อม พ.ต.ท.ศรัณ นิลวรรณ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองอุบลราชธานี แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เจ้าหน้าที่กู้ภับมูลนิธิจีตัมเกาะ ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากถนนใหญ่แยกเข้าไปประมาณ 200 เมตร ลึกเข้าไปในป่าประมาณ 30 เมตร ริมตลิ่งคูน้ำ พบชิ้นส่วนโครงกระดูกที่เปรอะเปื้อนโคลน สวมชุดลูกเสือกระโปรงสีน้ำตาล มีเสื้อรุ่นแขนยาวสวมทับอีกชั้น โดยเสื้อมีป้ายหน้าชื่อติดอกชื่อ น.ส.มัลชุลิกา อินทรีย์ นักเรียนชั้น ม.6/3 โรงเรียนอัชสัมชัญ อุบลราชธานี ใกล้กันพบถุงผ้าภายในมีหนังสือเรียนคณิตศาลตร์ ม.6 และโทรศัพท์มือถือ

สอบถามนายนุ จันทร์ทร อายุ 43 ปี ผู้ใหญ่บ้าน ม.8 บ้านท่ากกแห่ ต.แจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี ให้การว่า เย็นวานนี้ (5 มค.) ได้มีชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่น ที่มาหาหอยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมาแจ้งว่า มีศพคนเสียชีวิตอยู่ริมคูน้ำ แต่เนื่องจากตนเห็นว่าค่ำแล้ว จึงยังไม่ออกไปดู กระทั่งเช้าได้เกณฑ์ชาวบ้านออกหาตาม เมื่อพบจึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ โดยบริเวณพบศพชาวบ้านไม่นิยมเข้าไปหาหอย หาปลา และหากไม่สังเกตุดีดีจะไม่ทราบว่ามีศพอยู่ตรงจุดนั้น

ขณะที่ พ.ต.ท.ศรัณ นิลวรรณ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ผู้ตายมีญาติไปแจ้งหายออกจากบ้านไว้ในช่วงปลายเดือน ก.ย.52 ที่ สภ.วารินชำราบ โดยไม่ทราบสาเหตุ และการแต่งกายครั้งสุดท้ายก็เป็นชุดเดียวดับที่พบอยู่กับศพ เบื้องต้นเรายังไม่สามารถระบะได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือฆาตรกรรม เพราะสภาพศพที่พบไม่สามารถระบุร่องรอยบาดแผลได้ โดยจะต้องทำการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องกับผู้ตายอีกหลายปาก พร้อมรอผลการตรวจชันสูตรโดยละเอียดจากแพทย์ให้แน่ชัด จึงจะสามารถคลี่คลายคดีได้

NUNANCY


วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

หิมะถล่มอังกฤษ เลื่อนเตะ เรือปะทะผีแดง

แฟนบอลเซ็ง เลื่อนเกมคาร์ลิ่ง คัพ รอบตัดเชือก นัดแรก ระหว่าง แมนฯซิตี้ กับ แมนฯยู ออกไปเป็นวันอังคารที่ 19 ม.ค. หลังจากโดนหิมะถล่มหนักในแถบอีสแลนด์ของอังกฤษ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 5 ม.ค.ว่า เกมคาร์ลิ่ง คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ แมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด เลื่อนโปรแกรมเตะ ออกไป เนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายมีหิมะตกอย่างหนัก

เกมดาร์บี้แมตช์ เมืองแมนเชสเตอร์ เดิม มีคิวฟาดแข้งในวันพุธที่ 6 ม.ค. อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งในอังกฤษ ซึ่งกำลังโดนหิมะตกเล่นงานทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ต้องเลื่อนไปเตะกันในวันอังคารที่ 19 ม.ค.แทน ส่วนโปรแกรมนัดที่สองอาจเลื่อนไปเตะในวันพุธที่ 27 ม.ค.

ข่าวนี้ อาจทำให้ แมนฯยูไนเต็ด ผิดหวังไม่น้อยในฐานะที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นายใหญ่ของทีม หวังใช้โอกาสนี้ เรียกความมั่นใจกลับคืนสู่ทีมอีกครั้ง หลังพลิกล็อกพ่าย ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-1 ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เกมตัดเชือกอีกคู่ ระหว่าง แบล็คเบิร์น กับ แอสตัน วิลลา ที่สนามอีวู้ด ปาร์ค ได้ทำการประกาศเลื่อนแข่งขันไปแล้ว เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (ตามเวลาท้องถิ่น ) เนื่องจากเหตุผลเดียวกัน และจะมีการกำหนดโปรแกรมเตะใหม่อีกครั้ง ภายใน24 ชั่วโมงต่อจากนี้

คุณยายนั่งรถเข็น ทูลเกล้าฯถวายเงิน 2.5 ล้านบาท

คุณยายวัย83ปี พร้อมครอบครัวเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพร "ในหลวง"​และทูลเกล้าฯถวายเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท ขณะที่พสกนิกรชาวไทยยังคงเดินทางมาอย่างเนืองแน่น ...

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. บรรยากาศการลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ตลอดทั้งวันยังคงมีพสกนิกรทุกหมู่เหล่าพากันทยอยเดินทางเข้ามาลงนามถวายพระพรอย่างต่อเนื่อง อาทิ คณะประชาชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัย กระทรวงสาธารณะสุข คณะครู นักเรียน และ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส จากมหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา นำนักศึกษา 5 คน เดินทางมาลงนามถวายพระพร ช่วงบ่าย มีนางทองดี ปานจับ อายุ 83 ปี บ้านอยู่ในซอยวัดทางหลวง ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี สวมชุดขาวนั่งอยู่บนรถเข็น มี น.ส.เฉลียว ปานจับ ลูกสาว และนายอำนวย กลิ่นเกลา ลูกเขย พาเดินทางมาลงนามถวายพระพร และทูลเกล้าฯ ถวายเงินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบ่งเป็นแคชเชียร์เช็ค ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 3 ใบ เป็นของนางทองดี 1 ล้านบาท น.ส.เฉลียว 1 ล้านบาท และนายอำนวย 5 แสนบาท รวมทั้งสิ้น 2.5 ล้านบาท นายอำนวย เปิดเผยว่า แม่อยากทูลเกล้าฯ ถวายมานานแล้ว เพราะเห็นว่าในหลวงท่านทำเพื่อประชาชนมานาน และทรงทำดีมาตลอด จึงอยากตอบแทนพระคุณท่าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร จึงนำเงินที่เก็บสะสมมาถวาย แม่เป็นคนชอบทำบุญ บริจาคให้วัด โรงพยาบาล และสาธารณะกุศลมาตลอดทุกปี เมื่อปีที่แล้วก็บริจาคให้ รพ.ศิริราช 1 ล้านบาท ลูกหลานก็ไม่มีใครคัดค้านที่ชอบทำบุญ เพราะเป็นความสุขของแม่ และได้แบ่งทรัพย์สินเงินทองให้ทุกคนไปแล้ว ปัจจุบันแม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคประจำตัวที่ทำให้เกือบถูกตัดขา แต่ แพทย์ รพ.ศิริราช ได้ให้การรักษาจนอาการดีขึ้นมาก ตอนนี้ไม่ต้องตัดขาแล้ว แต่ยังต้องมาพบแพทย์ทุกวันพฤหัสบดี .